ทำไมต้อง..เกี่ยวยาง

จัดฟัน… ทำไมต้องเกี่ยวยาง ?
แล้วการใส่ยางดึงขณะจัดฟันจะช่วยอะไรได้ ?
ทำไมคุณหมอต้องคอยย้ำให้ใส่ยางเกือบตลอดเวลา?
และบางครั้งก็ให้เกี่ยวยางแบบนี้ แต่อีกครั้งก็ให้เปลี่ยนวิธีเกี่ยวยาง ทำไมกันนะ?

วันนี้มีคำตอบมาให้หายสงสัยครับ  รูปแบบของการเกี่ยวยางจัดฟัน
1. อาจแบ่งคร่าว ๆ ได้ 2 แบบ คือการเกี่ยวยางเพื่อช่วยให้ฟันเคลื่อนในแนวราบ (หน้า-หลัง ตามรูปที่ 1 และ 2)
2. การเกี่ยวยางเพื่อช่วยให้ฟันเคลื่อนในแนวดิ่ง (ขึ้น-ลง ตามรูปที่ 3 และ 4)

และเมื่อพิจารณารายละเอียดปลีกย่อยแล้วก็จะมีตำแหน่งที่ต้องเกี่ยวยางต่าง ๆ กันไป
ซึ่งจะขอยกตัวอย่างรูปแบบที่พบเห็นได้บ่อย ๆ ดังนี้ครับ (สามารถดูภาพประกอบได้ครับ)

รูปที่ 1 การเกี่ยวยางจากฟันเขี้ยวบนไปยังฟันกรามล่าง ก็เพื่อจะดึงฟันบนไปทางด้านหลัง และผลักฟันล่างไปด้านหน้า (ตามทิศทางลูกศร)
รูปที่ 2 การเกี่ยวยางจากฟันหลังบนมายังฟันเขี้ยวล่าง ก็จะกลับกันกับรูปที่ 1 คือเพื่อจะดันฟันบนไปทางด้านหน้าและดังฟันล่างมาด้านหลัง (ตามทิศทางลูกศร)

ส่วนการเกี่ยวยางแบบในรูปที่ 3 และ 4 นั้น จะเป็นการเกี่ยวยางเพื่อหวังให้ฟันสบกันได้ดีขึ้น โดยทิศทางของแรงดึงจะเป็นการดึงฟันบนกับฟันล่างเข้าหากัน  โดยอาจจะเกี่ยวยางเป็นรูปสามเหลี่ยม หรือสี่เหลี่ยม หรือแบบอื่น ๆ ตามแต่คุณหมอจะแนะนำครับ

การเกี่ยวยางในการจัดฟันนั้น เปรียบได้กับการเข็นครกขึ้นภูเขาครับ คือเป็นงานที่ต้องใช้ความพยายาม และความร่วมมืออย่างสูงจากผู้ป่วยจัดฟัน ซี่งการเกี่ยวยางจะให้ผลดีนั้น ควรจะต้องเกี่ยวยางต่อเนื่องอย่างน้อย 18 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของแรงที่จะเคลื่อนฟันไปในทิศทางที่เหมาะสม และก็จะช่วยให้ไปถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น ในทางตรงกันข้าม ทุกครั้งที่คุณหยุดเกี่ยวยาง ก็เหมือนปล่อยให้ครกไหลลงมาตามเนิน และจะต้องเสียเวลาและความพยายามเพิ่มขึ้นในการที่จะไปสู่จุดเดิมหรือจุดที่ก้าวหน้ามากกว่าเดิมครับ

ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว เมื่อคุณหมอแนะนำให้เกี่ยวยางจัดฟัน ก็อย่าลืมให้ความสำคัญกับมันและกรุณาปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอด้วยนะครับ เพื่อการรักษาจัดฟันที่ราบรื่น ในเวลาอันเหมาะสม และเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยจัดฟันเองครับ


แปลโดย หมอจัดฟันไทย
ดัดแปลงจากบทความ Rubber Bands: Not Just Orthodontic Torture โดย Dr. Christian Groth

ที่มา

วิธีแปรงฟัน…สำหรับคน ‘จัดฟัน’

กำลังจัดฟันอยู่ควรแปรงฟันอย่างไร ถึงจะช่วยดูแลสุขภาพฟันให้แข็งแรงตลอดการจัดฟัน เพื่อผลลัพธ์หลังการจัดฟัน ที่นอกจากฟันเรียงตัวสวยงาม การบดเคี้ยวอาหารทำได้ดีขึ้น ยังมีสุขภาพช่องปากที่ดีอีกด้วย

ลองเช็ดกันดูนะคะว่า ตัวเราเองแปรงฟันได้ดีและถูกต้องอยู่หรือเปล่า ถ้ายังแนะนำให้ทำตามวิธีในรูป เพื่อประสิทธิภาพในการทำความสะอาดที่ดีขึ้นและผลลัพธ์ที่คุ้มค่า หลังจากจัดฟันมานานหลายเดือนนะคะ

ทำอย่างไรเมื่อมี..ฟันคุด

ฟันคุด (Impacted tooth, Wisdom tooth) คือ ฟันที่ไม่สามารถขึ้นมาทางช่องปากได้ตามปกติ ซึ่งอาจจะไม่ขึ้นมาเลยหรือขึ้นมานิดหน่อย ไม่เต็มซี่เนื่องจากมีฟันซี่อื่นมาขวางไว้ โดยส่วนมากมักจะเกิดกับฟันกรามล่างซี่ที่สาม (Third molar) จนคนทั่วไปมักคิดว่าฟันคุดเกิดได้แต่กับฟันซี่นี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วฟันคุดสามารถเกิดกับฟันซี่อื่นได้ด้วย เช่น ฟันเขี้ยว (Canine) ฟันกรามน้อย (Premolar)

ปัญหาที่เกิดจากฟันคุดเป็นสิ่งที่สร้างผลกระทบทั้งสุขภาพในช่องปากรวมไปถึงสุขภาพกายที่สร้างความลำบากในการรับประทานอาหาร 

ท่านสามารถป้องกันอันตรายจากฟันคุดได้ เพียงแค่ท่านไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจและเอกซเรย์ฟันก็จะทราบว่ามีฟันคุดฝังอยู่ในตำแหน่งใดบ้าง หลังจากนั้นก็เริ่มทยอยผ่าฟันคุดออกเสียก่อนที่จะมีอาการปวดบวม หรือทำให้ฟันข้างเคียงมีปัญหา การผ่าตัดในช่วงที่อายุยังน้อย (18 – 25 ปี) สามารถทำได้ง่าย แผลหายเร็วและผลแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดก็ต่ำ เพราะฉะนั้นมีฟันคุดแล้วอย่ารั้งรอ รีบผ่าตัดออกเสียแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่เกิดผลเสียในภายหลังนะคะ

ลักษณะฟันที่ควรจัดฟัน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราจำเป็นหรือสมควรต้องจัดฟันหรือไม่ ?  

วันนี้แอดมินมีข้อสังเกตเบื้องต้นของลักษณะฟันที่ควรต้องจัดฟันมาแนะนำค่ะ

1. ฟันยื่น (Protruded)

กรณีฟันยื่นมาก คือลักษณะที่ฟันหน้าบนยื่นมาทางด้านหน้ามากกว่าปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีริมฝีปากอูม หรือริมฝีปากปิดกันไม่มิด ทำให้เสียบุคลิกภาพ นอกจากนี้เวลาประสบอุบัติเหตุ จะเกิดอันตรายกับฟันและกระดูกเบ้าฟันได้ง่าย

สำหรับผู้ป่วยที่มีการสบฟันหลังปกติแต่ฟันหน้ายื่นมากกว่าปกติเล็กน้อย ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อการสบฟันมากนัก แต่ผู้ป่วยต้องการได้รับการจัดฟัน อาจเนื่องมาจากขาดความไม่มั่นใจในตัวเอง การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของฟันโดยการจัดฟัน จะทำให้ตำแหน่งของริมฝีปากเปลี่ยนไป ทำให้ยิ้มได้สวยและมั่นใจมากขึ้น

2. ฟันซ้อนเก (Crowding)

ฟันซ้อนเกมาก คือ การเรียงตัวของฟันในขากรรไกรซ้อนกันไม่เป็นระเบียบในปริมาณมาก ควรได้รับการรักษาโดยการจัดฟัน เพื่อจะได้ทำความสะอาดฟันได้ง่ายมากขึ้น สามารถลดการสะสมคราบจุลินทรีย์และหินน้ำลาย ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีฟันซ้อนเกเล็กน้อย อยากมีรอยยิ้มที่สวยขึ้น เสริมบุคลิกภาพ สร้างความมั่นใจ สามารถเข้ารับการรักษาได้เช่นกัน

3. ฟันสบลึก (Deepbite)

ฟันสบลึก ลักษณะฟันหน้าบนสบคร่อมฟันหน้าล่างมากกว่าปกติ ถ้าไม่ทำการรักษาจะทำให้ขากรรไกรล่างเจริญน้อยกว่าปกติ และเกิดการบาดเจ็บที่เหงือกด้านเพดานของฟันหน้าบน เนื่องจากฟันหน้าล่างสบกระแทก

4. ฟันสบเปิด (Openbite)

ฟันสบเปิด ลักษณะฟันหน้าบนและล่างเปิดห่างจากกันขณะสบฟัน ถ้าไม่ทำการรักษาอาจทำให้การตัดอาหารไม่ขาด ออกเสียงไม่ชัดเจน มีลักษณะการกลืนที่ผิดปกติ และเกิดการพัฒนาใบหน้าในแนวดิ่งมากกว่าปกติ กลุ่มที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษา เพื่อแก้ไขการสบฟันที่ผิดปกติโดยด่วน

5. ฟันกัดเบี้ยว (Midline Shift)

ลักษณะของฟันซี่ตรงกลางนั้นจะไม่ตรงกัน เป็นลักษณะของฟันหลังที่มีการสบไขว้ร่วมกับขากรรไกร โดยพบเกิดมากบริเวณฟันเขี้ยว ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ อาทิ การดูดนิ้ว การดูดหัวนมปลอม การสบสะดุด เป็นต้น จนทำให้เกิดการเอียงเบนของขากรรไกรล่างไปด้านหน้าหรือด้านข้าง การเบนเอียงของขากรรไกรล่างไปด้านข้างมีผลทำให้เส้นกึ่งกลางของฟันเบนเอียงไปด้วย กระดูกขากรรไกรรอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สมดุล และคางเอียงไปด้านของฟันสบ จนมีผลทำให้ใบหน้ามีรูปร่างไม่สมดุล คนไข้จะรู้สึกหน้าเบี้ยว

6. ฟันกัดคร่อม (Crossbite)

ลักษณะฟันหน้าสบคร่อมฟันหน้าบน คือ ลักษณะที่ฟันหน้าล่างซี่เดียว หรือหลายซี่สบคร่อมฟันหน้าบน ถ้าไม่ทำการรักษาจะทำให้ขากรรไกรเจริญผิดปกติ เช่น ขากรรไกรบนถูกจำกัดการเจริญเติบโตในขณะที่ขากรรไกรล่างเติบโตได้ ทำให้เกิดลักษณะใบหน้าเว้า และอาจทำให้เกิดความผิดปกติที่ข้อต่อขากรรไกรได้

7. ฟันห่าง (Spacing)

ฟันห่าง คือลักษณะที่ด้านข้างของฟันซี่หนึ่งไม่สัมผัสกับด้านข้างของฟันซี่ที่อยู่ถัดไป ทำให้เกิดช่องห่างระหว่างฟัน ทำให้พูดไม่ชัด เวลาพูดมีน้ำลายกระเด็น เสียบุคลิกภาพ

ดูแล้วเป็นไงกันบ้าง มีใครลักษณะฟันเหมือนในนี้หรือเปล่า หรือต้องการจัดฟัน ถ้ามีโอกาส แนะนำให้เข้ามาปรึกษาทันตแพทย์จัดฟันก่อนนะคะ ว่าเราสมควรที่จะจัดฟันหรือเปล่า

ที่มา

  • คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช ; https://joo.gl/MizKF

5 Benefits of Teeth Whitening

หากคุณกำลังกังวลเกี่ยวกับรอยยิ้มของคุณ เพราะฟันไม่ขาวเท่าที่ต้องการ เพื่อช่วยให้มีรอยยิ้มที่ฝันถึง เรามีทางออกง่ายๆเพื่อแก้ปัญหานี้

เพื่อทำให้ฟันที่มีสีคล้ำ ดูขาวขึ้น จัดการได้โดย “การฟอกสีฟัน” ด้วยสาเหตุที่ทำให้ฟันเปลี่ยนสีมาจาก 2 สาเหตุหลัก คือ สาเหตุจากภายนอกตัวฟัน (Extrinsic) เช่น สีจากอาหาร เครื่องดื่ม บุหรี่ เป็นต้น และ สาเหตุจากภายในตัวฟัน (Intrinsic) เช่น การสะสมสารมีสีข้างในเนื้อฟันขณะสร้างฟัน หรือในกรณีฟันตาย เป็นต้น ดังนั้น การฟอกสีฟันจึงมีด้วยกันหลายวิธี ขึ้นอยู่กับต้นเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนสีนั้นๆ

ทางคลินิกทันตกรรมบิ๊กเม้าท์เท็นให้บริการฟอกสีฟัน 2 วิธี คือ สามารถนำเจลฟอกสีฟันกลับไปทำเองที่บ้านภายใต้คำแนะนำของทันตแพทย์ และ การเข้ามาฟอกสีฟันที่คลินิกโดยได้รับการดูแลจากทันตแพทย์อย่างใกล้ชิด ทั้งสองวิธีจะใช้ระบบฟอกสีฟัน Zoom เป็นนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับจากคนไข้ 10 ล้านคนทั่วโลก*

นอกจากการฟอกสีฟันจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณมีรอยยิ้มที่คุณฝันถึงได้แล้วนั้น วันนี้เรามาดูประโยชน์อื่นๆของการฟอกสีฟันกันดีกว่าค่ะ

ช่วยเพิ่มความมั่นใจ

ปฎิเสธไม่ได้เลยค่ะว่า “ความมั่นใจ”  ที่บางคนอาจมองข้ามไป มีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก เพราะหากขาดความมั่นใจแล้ว อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสต่างๆที่เข้ามาไปได้  และ “รอยยิ้มที่แสดงออกมา” ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถบ่งบอกถึงความมั่นใจของเราเป็นอย่างแรกที่ผู้คนจะสังเกตุเห็น เพราะเป็นปกติของคนที่ฟันมีสีคล้ำ มีคราบ จะไม่กล้ายิ้มหรือหัวเราะ โดยเฉพาะขณะถ่ายรูป ซึ่งนั่นอาจจะแสดงออกถึงการขาดความมั่นใจ อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่จะรู้สึกเชื่อมั่นและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เมื่อฟันของตัวเองขาวนั่นเอง

จากการศึกษาพบว่ารอยยิ้มมีความสำคัญกับความประทับใจแรกพบ ทั้งการเดทหรือการประชุมครั้งแรก และถ้ารอยยิ้มของคุณเผยให้เห็นฟันที่ขาว จะยิ่งสร้างความประทับใจที่ยาวนานกว่า ฟันที่มีคราบหรือฟันที่ไม่ได้รับการดูแล*

มีเสน่ห์ น่าดึงดูด

ถึงแม้ว่า  “ความมั่นใจ”  จะทำให้มีความน่าเชื่อถือและมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น  แต่การที่คุณมี “รอยยิ้มที่สวย” จะยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นกว่าเดิมไปอีก โดยเฉพาะการที่มีฟันขาวปราศจากคราบ จะช่วยให้คุณมีรอยยิ้มที่สวยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การที่มีฟันขาวยังบ่งบอกว่าคุณเป็นคนดูแลตัวเองอีกด้วย

หน้าเด็กลง

รอยยิ้มกับฟันที่ขาวขึ้น ทำให้คุณดูอ่อนเยาว์ ซึ่งส่งผลให้บุคลิกภาพของคุณแอคทีฟและมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้นฟันที่ขาว ยังช่วยให้คนที่คุยด้วยโฟกัสไปยังฟันมากกว่าการโฟกัสที่รอยเหี่ยวย่นหรือตีนกาบนใบหน้าของเรานั่นเอง เริศไปอีก

ดูเป็นคนเข้าถึงง่าย

หากกำลังกังวลเกี่ยวกับการผูกมิตรหรือทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ ไม่กล้าที่จะเริ่มคุย การมีฟันขาวก็เป็นอีกวิธีที่จะเสริมบุคลิกของคุณให้เป็นคนเฟรนลี่มากขึ้น ใครเห็นก็อยากรู้จัก อยากอยู่ใกล้ ๆ นอกจากนี้การเป็นคนผูกมิตรง่าย ถือว่ามีความสำคัญที่สามารถส่งเสริมการทำงานอีกด้วย เพราะเป็นสิ่งที่ดีที่จะนำเสนองาน หรือสัมภาษณ์งานด้วยใบหน้าที่เป็นมิตร ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยให้คุณมีความมั่นใจในตัวเอง ระหว่างสัมภาษณ์งานที่สำคัญหรือการดีลกับลูกค้ารายสำคัญ

ปลอดภัยกับฟัน

มีความเข้าใจผิดหลายอย่างเกี่ยวกับการฟอกสีฟันที่ทำให้ยังลังเล กล้าๆกลัวๆอยู่ เช่น คิดว่าจะเป็นอันตรายอะไรมั้ย ? ฟันกับเหงือกจะเสียหายรึเปล่า? คิดว่าทำแล้วจะได้ผลจริงมั้ย? แต่หากได้รับการดูแลจากทันตแพทย์อย่างใกล้ชิด ความเข้าใจผิดเหล่านี้ย่อมไม่เป็นเรื่องจริงแน่นอน เพราะการฟอกสีฟัน ไม่ได้ทำให้ชั้นเคลือบฟันเสียหายแต่อย่างใดค่ะ และไม่ได้ทำให้เสียวฟันเมื่อทานอาหารบางชนิดด้วย อาหารและเครื่องดื่มบางชนิด เป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ฟันเปลี่ยนสี และการฟอกสีฟันเป็นกระบวนการง่ายๆ ที่ขจัดให้คราบสกปรกเหล่านี้ถูกลบออกไป สุดท้ายนี้อย่าลืมนะคะว่า

“รอยยิ้มที่ดีก็ทำให้คุณดูน่าเชื่อถือ”

ที่มา

  • https://www.philips.ae/c-m-pe/teeth-whitening
  • https://www.businessinsider.com/6-ways-successful-people-make-a-great-first-impression-2016-9
  • www.pexels.com

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การฟอกสีฟันระบบ ZOOM Whitening 

โรคปริทันต์…ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

โรคปริทันต์ หากละเลย อาจจะทำให้เราสูญเสียฟันของเราไปก่อนเวลาอันควร

เหงือก เป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะปริทันต์ที่ทำหน้าที่ยึดฟันไว้ในกระดูกขากรรไกร  และรองรับแรงในการบดเคี้ยว เหงือกปกติจะมีสีชมพู ขอบเรียบ ไม่บวม ไม่มีเลือดออก
 
โรคปริทันต์ หมายถึง โรคที่พบการอักเสบของอวัยวะปริทันต์ ได้แก่ เหงือก เอ็นยึดปริทันต์ เคลือบรากฟัน และกระดูกเบ้าฟัน

โรคปริทันต์ เกิดจากอะไร ?

เกิดจากการสะสมของคราบจุลินทรีย์ ซึ่งประกอบด้วยเชื้อจุลินทรีย์จำนวนหลายชนิด สำหรับหินน้ำลาย (หินปูน) นั้นเป็นปัจจัยเสริมโดยหินน้ำลายจะเป็นที่ยึดเกาะของคราบจุลินทรีย์ นอกจากนี้ยังมี ปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้เกิดโรคปริทันต์ เช่น การสูบบุหรี่ และโรคเบาหวาน เป็นต้น
เนื่องจากโรคปริทันต์อักเสบ เป็นผลจากการตอบสนองของร่างกายต่อเชื้อโรคในคราบจุลินทรีย์ ปัจจัยต่างๆที่มีผลกระทบต่อภูมิคุ้มกันก็จะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะเป็นโรคปริทันต์อักเสบสูงขึ้น โดยผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานมีโอกาสที่จะเป็นโรคปริทันต์อักเสบมากถึง 2 เท่าของผู้ป่วยที่ไม่มีโรคนี้ และหากผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดี โอกาสที่จะเป็นโรคปริทันต์อักเสบจะมากกว่าผู้ป่วยปกติถึง 11 เท่า เช่นเดียวกับการสูบบุหรี่ ทั้งนี้หากผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี และลดหรือเลิกสูบบุหรี่โอกาสในการรักษาโรคปริทันต์ให้ได้ผลสำเร็จจะมีมากขึ้น

อาการของโรคปริทันต์

มีการทำลายของกระดูกเบ้าฟันและเนื้อเยื่อรอบรากฟัน ทำให้เหงือกบวมแดง มีเลือดออกตามขอบเหงือก และอาจมีหนอง เหงือกไม่กระชับกับรากฟันจนมีร่องเหงือกลึกขึ้นเรียกว่า ร่องลึกปริทันต์ หากมีการทำลายรุนแรงจะมีการโยกของฟันร่วมด้วย ลักษณะการอักเสบและความรุนแรงของโรคจะต่างกันไปในแต่ละบุคคล

การรักษาโรคปริทันต์

– การควบคุมอนามัยช่องปาก โดยการแปรงฟันให้ถูกวิธี ร่วมกับการใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดซอกฟัน เช่น ไหมขัดฟัน แปรงซอกฟัน
– การขูดหินน้ำลาย และเกลารากฟัน โดยทันตแพทย์
– การกำจัดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคปริทันต์ เช่น การงดสูบบุหรี่ การรักษาและควบคุมโรคเบาหวาน เป็นต้น
– การศัลยกรรมปริทันต์ เพื่อแก้ไขความผิดปกติของอวัยวะปริทันต์

การป้องกันโรคปริทันต์

การควบคุมอนามัยช่องปากโดยการแปรงฟันถูกวิธี ร่วมกับการใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดซอกฟัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคปริทันต์ นอกจากนี้ควรพบทันตแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจ และดูแลสุขภาพช่องปากเป็นประจำทุก 6 เดือน

ที่มา

ชานมไข่มุก ..ยิ่งดื่มยิ่งต้องระวังฟันผุ

อากาศร้อนๆของเมืองไทยแบบนี้  ได้ชาไข่มุกสักแก้วคงจะดีต่อใจสุดๆ
แต่เพื่อน ๆ รู้หรือไม่คะ ว่า ชานมไข่มุก 1 แก้ว จัดว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและไขมันสูง ไม่ว่าจะเป็นชา ครีมเทียม น้ำตาลทราย นมข้นหวาน ไข่มุกเม็ดหนึบหนับที่ทำมาจากแป้งมันต้มกับน้ำตาล ก็ยิ่งเพิ่มความหวานเข้าไปอีก บางคนอดใจไม่ไหว ประกอบกับสารปรุงแต่งบางชนิดมี กาแฟอีน ผสมอยู่ อาจจะเกิดอาการ เสพติดชาไข่มุก นอกจากจะอยากดื่มทุกวันแล้วยังดื่มมากกว่า 2-3 แก้วใน 1 วัน แน่นอนว่ารับน้ำตาลปริมาณมากเข้าไปเต็มๆ


โดยในชานมไข่มุกมีน้ำตาลถึง 11.25 ช้อนชา เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำตาลที่ควรได้รับสะสมต่อวันไม่ควรเกิน 4 ช้อนชานั้น ถือว่าเป็นปริมาณที่เยอะมาก นอกจากเสี่ยงจะเป็นโรคอ้วนแล้ว บางสูตรที่ใช้ ครีมเทียม ซึ่งมี ไขมันทรานส์  ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพยิ่งกว่าไขมันชนิดอื่น นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด “โรคหลอดเลือดหัวใจ” ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งอีกด้วย


น้ำตาลทำให้ฟันผุได้อย่างไร ? 
เพราะเมื่อเราไม่แปรงฟันหรือแปรงฟันไม่สะอาด จุลินทรีย์จะเกาะบนผิวฟัน ซึ่งแป้งและน้ำตาลเป็นของโปรดของจุลินทรีย์ จากนั้นมันจะสร้างกรดมาทำลายชั้นเคลือบฟัน ทำให้เกิดฟันผุถึงชั้นเนื้อฟันในที่สุด


รู้แบบนี้แล้ว หากอดใจไม่ได้ ควรทานแต่น้อยในปริมาณที่พอเหมาะ และอย่าลืมแปรงฟันเพื่อป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์มาเกาะผิวฟันจนสร้างกรดมาทำลายฟันของเรากันนะคะ

ที่มา
กรมอนามัย สำนักทันตสาธารณสุข https://goo.gl/MkG2A3 

1 2 3

Search

+
error: Content is protected !!